<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง</title>
<link href="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/201" rel="alternate"/>
<subtitle>Cosmetic Science</subtitle>
<id>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/201</id>
<updated>2026-06-04T21:42:29Z</updated>
<dc:date>2026-06-04T21:42:29Z</dc:date>
<entry>
<title>การสกัดไฟโตลิพิดจากเปลือกและจุกสับปะรดสายพันธุ์ปัตตาเวีย</title>
<link href="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1754" rel="alternate"/>
<author>
<name>พัชราพรสิณี สัญฑิติธนาพร</name>
</author>
<id>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1754</id>
<updated>2026-05-28T04:41:22Z</updated>
<published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การสกัดไฟโตลิพิดจากเปลือกและจุกสับปะรดสายพันธุ์ปัตตาเวีย
พัชราพรสิณี สัญฑิติธนาพร
สริตา สังข์ทอง
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาวิธีการสกัดไขมันไฟโตลิพิด จากสับปะรดสายพันธ์ปัตตาเวีย ส่วนเปลือกและหัวจุกซึ่งเป็นส่วนเหลือทิ้งจากการบริโภคสับปะรด ด้วยวิธีการใช้คลื่นเสียงอัลตรา โซนิคความถี่สูงที่สามารถสั่นสะเทือนอนุภาคของตัวอย่างพืช เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัด โดยทำการศึกษาสัดส่วนของการผสมสารละลายขั้วสูง (Ethanol) และขั้วต่ำ (Hexane) ที่สามารถ สกัดสารสำคัญไฟโตลิพิดออกมา ได้แก่ Hexane ร้อยละ 0, 5, 10 และ 20 (v/v) จากนั้นใช้เทคนิค การ separation ที่ใช้ความต่างขั้วของตัวทำละลายในการแยกสารไฟโตลิพิด ด้วย petroleum ether แล้วทำการระเหยเอาตัวทำละลายออกจนเหลือแต่สารสกัดไฟโตลิพิด พบว่า กลุ่มเปลือกและ จุกสับปะรดที่สกัดด้วย Hexane 5% ให้ร้อยละผลผลิตสูงที่สุด คือ 6.23±0.72 และ 2.30±0.44 ตามลำดับ&#13;
การวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดไฟโตลิพิดด้วยวิธี DPPH พบว่า กลุ่มเปลือก และจุกที่สกัดด้วย Hexane 5% ให้ค่า IC50 ต่ำที่สุด ได้แก่ 0.46±0.07 และ 0.67±0.08 มิลลิกรัมต่อ มิลลิลิตร ตามลำดับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากวิธี Total antioxidant capacity (TAC) พบได้มาก ที่สุดในสารสกัดเปลือกสับปะรดที่สกัดด้วย Hexane 5% (2106±34.11 TAC mg TE/gm extract) ส่วนในสารสกัดกลุ่มจุกพบว่า ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (TAC) ที่ดีที่สุด คือ จุกที่สกัดด้วย Hexane 10% (1388.70±130.35 TAC mg TE/gm extract) และเมื ่อนำสารสกัดไขมันที่ได้มาวิเคราะห์หา สารประกอบไขมันด้วยวิธี GCMS สารประกอบไขมันที่พบในปริมาณสูงในการสกัดไฟโตลิพิดจาก สับปะรดส่วนจุกและส่วนเปลือกของสับปะรดสายพันธุ์ปัตตาเวีย  คือ  n-Hexadecanoic  acid (Palmitic acid), 9,12-Octadecadienoic acid (Z,Z)-(Linoleic acid), 9,12,15-Octadecatrienoic acid, ethyl ester, (Z,Z,Z)- (Ethyl linolenate, Ethyl (Z,Z,Z)-9,12,15-octadecatrienoate), 9,12,15-Octadecatrienoic acid, (Z,Z,Z)- (alpha-linolenic acid (ALA) และ Linolenic acid สารประกอบที่พบรองลงมาคือ Hexadecanoic acid, ethyl ester (Ethyl palmitate), Linoleic acid ethyl ester (Ethyl linoleate, Mandenol), Oleic acid, Pentanoic acid, 4-oxo-, methyl&#13;
 &#13;
ester (Methyl levulinate และ Methyl 4-oxopentanoate) เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบระหว่าง ส่วนเปลือกและจุกพบว่า เปลือกมีศักยภาพการนำมาเป็นแหล่งของไฟโตลิพิดที่ดีกว่าส่วนจุกอย่างมี นัยสำคัญและดีที่สุดเมื่อสกัดด้วย Hexane 5% กับ Ethanol
การค้นคว้าอิสระ (วท.ม.) -- สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง, สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2568
</summary>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากดอกลั่นทมสีขาวพวง</title>
<link href="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1753" rel="alternate"/>
<author>
<name>ภูรี เฉลิมพิชิตกุล</name>
</author>
<id>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1753</id>
<updated>2026-05-28T04:05:55Z</updated>
<published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากดอกลั่นทมสีขาวพวง
ภูรี เฉลิมพิชิตกุล
นันทวัชร เขตอุดมคีรี
ลั่นทมสีขาวพวง (Plumeria obtusa L.) เป็นไม้ดอกที่นิยมปลูกอย่างแพร่หลาย เนื่องจากดอกมีสีสันสวยงามและมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบปริมาณผลผลิต องค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านเชื้อ Streptococcus mutans ของน้ำมันหอมระเหยจากดอกลั่นทมสีขาวพวงที่แตกต่างกัน และนำมาพัฒนาเป็นตำรับยาสีฟัน ผลการสกัดด้วยวิธีกลั่นด้วยน้ำเป็นเวลา 6 ชั่วโมง พบว่าไม่สามารถสกัดน้ำมันหอมระเหยจากดอกสดได้ ในขณะที่ดอกแห้งที่เก็บจากต้นและร่วงหล่นจากต้นให้ร้อยละผลผลิตใกล้เคียงกัน คือ 0.082 ± 0.004 และ 0.084 ± 0.015 โดยน้ำหนักแห้ง หรือ 0.011 ± 0.001 และ 0.011 ± 0.002 โดยน้ำหนักสด ตามลำดับ โดยมีองค์ประกอบทางเคมีหลักเป็น Geranic Acid, Fokinol, Anethofuran และกรดไขมัน Palmitic Acid และ Myristic Acid แต่ไม่พบ Benzyl Salicylate ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางเคมีหลักที่สกัดได้จากดอกลั่นทมสด มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH เท่ากับ 0.268 ± 0.003 และ 0.266 ± 0.009 mg TEAC/g EO และมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ S. mutans ได้ที่ความเข้มข้นไม่เจือจาง โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของขอบเขตการยับยั้งเท่ากับ 7.10 ± 0.09 และ 7.08 ± 0.11 มิลลิเมตร และรายงานค่า MIC และ MBC มากกว่า 750 mg/ml เนื่องจากไม่พบฤทธิ์ต้านเชื้อในช่วงความเข้มข้นระหว่าง 0.36 ถึง 750 mg/ml ที่ทำการทดสอบ ผลการศึกษาทั้งหมดไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05) แสดงให้เห็นว่า ดอกที่ร่วงหล่นจากต้นสามารถนำมาใช้ทดแทนดอกที่เก็บจากต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อนำมาพัฒนาตำรับยาสีฟันที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยที่ 4.70% w/w พบว่า ยาสีฟันมีคุณสมบัติและความคงตัวที่ดี แม้ว่าค่าการเกิดฟองจะลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับตำรับพื้น แต่ยังคงแสดงประสิทธิภาพในการทำความสะอาดได้ดี
การค้นคว้าอิสระ (วท.ม.) -- สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง, สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2568
</summary>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การพัฒนาตำรับแป้งฝุ่นผัดหน้าที่ไม่มีส่วนผสมจากทัลคัม</title>
<link href="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1752" rel="alternate"/>
<author>
<name>ธัญธร สุวภาพไพบูลย์กุล</name>
</author>
<id>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1752</id>
<updated>2026-05-28T03:46:37Z</updated>
<published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การพัฒนาตำรับแป้งฝุ่นผัดหน้าที่ไม่มีส่วนผสมจากทัลคัม
ธัญธร สุวภาพไพบูลย์กุล
อำภา จิมไธสง
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดัดแปรแป้งกล้วย (Banana starch) ด้วยออกเทนิลซักซินิกแอนไฮไดรด์ (Octenyl succinic anhydride, OSA) โดยศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพของแป้งกล้วยที่ถูกดัดแปรด้วยออกเทนิลซักซินิกแอนไฮไดรด์ (OSA – banana starch) เพื่อนำไปพัฒนาตำรับแป้งฝุ่นและเปรียบเทียบคุณสมบัติกับแป้งที่เตรียมจาก Talc โดยนำแป้งกล้วยดัดแปรด้วย OSA ความเข้มข้น 3%, 5% และ 7% และหาค่าการแทนที่ของ OSA พบว่าที่ 3% OSA ให้ค่าการแทนที่มากที่สุดอยู่ที่ 0.030 จากนั้นศึกษารูปร่างด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด พบว่า OSA – banana starch มีพื้นผิวขรุขระเล็กน้อย รูปร่างยาว รี และนำไปวัด ATR – FTIR พบว่าเกิดสเปกตรัมที่ 1566 และ 1738 บอกถึงมีกลุ่มคาร์บอนิลเกิดขึ้นจากออกเทนิลซักซินิลที่เป็นเอสเทอร์ เมื่อทดสอบการดูดซับน้ำ พบว่า banana starch มีการดูดซับน้ำสูงที่สุด และ talc มีการดูดซับน้ำต่ำที่สุด เมื่อนำ OSA – banana starch และ talc ไปพัฒนาตำรับแป้งฝุ่นโดยพัฒนาทั้งหมด 6 สูตร พบว่า ตำรับ 66% ให้ผลดีที่สุดในการเกลี่ย, ความละเอียด และความลื่น จากนั้นนำทั้ง 6 สูตร ทดสอบสมบัติการไหล พบว่าตำรับ 66% มีผลที่ดีกว่าตำรับ 62% และ 70% จึงเลือกตำรับ 66% ทดสอบความคงตัวของสีซึ่งดูค่าการเปลี่ยนแปลงของสี (E*) ภายใต้ 4 สภาวะ ได้แก่ สภาวะไม่สัมผัสแสงแดด และสภาวะที่สัมผัสแสง fluorescence ที่อุณหภูมิห้อง, ที่ 45°C และที่ 4°C เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ พบว่า สภาวะที่มีค่า E* มากที่สุดหลังผ่านไป 4 สัปดาห์ คือ สภาวะที่ผัสแสง fluorescence ที่อุณหภูมิห้อง โดยค่า E* ของตำรับ talc คือ 0.29±0.03 และค่า E* ของตำรับ OSA – banana starch 2.33±0.03 ในขณะที่สภาวะที่มีค่า E* น้อยที่สุดหลังผ่านไป 4 สัปดาห์ คือ สภาวะในตู้เย็น 4°C ค่า E* ของตำรับ Talc คือ 0.36±0.25 และค่า E* ของตำรับ OSA –banana starch คือ 0.70±0.17 จากผลการวิจัยสามารถนำ OSA–banana starch แทน talc ในผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นได้
การค้นคว้าอิสระ (วท.ม.) -- สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง, สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2568
</summary>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การสกัดพอลิแซ็กคาไรด์จากใบหมี่ด้วยการใช้เอนไซม์ช่วยสกัด</title>
<link href="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1744" rel="alternate"/>
<author>
<name>ศิริภัทร์ พลอยทับทิม</name>
</author>
<id>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1744</id>
<updated>2026-05-18T09:06:43Z</updated>
<published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การสกัดพอลิแซ็กคาไรด์จากใบหมี่ด้วยการใช้เอนไซม์ช่วยสกัด
ศิริภัทร์ พลอยทับทิม
ปัญญวัฒณ์ ปินตาทอง
การค้นคว้าอิสระ (วท.ม.) -- สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง, สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2564
</summary>
<dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
