<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<title>Law Journal Mae Fah Luang University (วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง)</title>
<link href="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/390" rel="alternate"/>
<subtitle>School of Law</subtitle>
<id>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/390</id>
<updated>2026-04-19T15:51:47Z</updated>
<dc:date>2026-04-19T15:51:47Z</dc:date>
<entry>
<title>การแสวงหาผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์วารสารวิชาการ: กรณีนักวิชาการฟ้องสำนักพิมพ์รายใหญ่ฐานฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาด</title>
<link href="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1515" rel="alternate"/>
<author>
<name>สุวลักษณ์ ขันธ์ปรึกษา</name>
</author>
<id>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1515</id>
<updated>2026-01-27T08:16:09Z</updated>
<published>2026-01-27T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การแสวงหาผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์วารสารวิชาการ: กรณีนักวิชาการฟ้องสำนักพิมพ์รายใหญ่ฐานฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาด
สุวลักษณ์ ขันธ์ปรึกษา
บทความนี้มุ่งศึกษาปัญหาการเอารัดเอาเปรียบในอุตสาหกรรมการพิมพ์วารสารวิชาการระดับนานาชาติ โดยเฉพาะพฤติกรรมของสำนักพิมพ์รายใหญ่ที่เก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์และค่าสมาชิกราคาแพงจนเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงองค์ความรู้ทางวิชาการ กรณีที่ศึกษาคือคดี Uddin v. Elsevier, B.V. et al. ซึ่งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้ยื่นฟ้องสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 6 ราย ฐานฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาด โดยมีข้อกล่าวหาสำคัญเกี่ยวกับ “การใช้แรงงานตรวจสอบบทความโดยไม่จ่ายค่าตอบแทน” (Unpaid Peer Review Rule) “การส่งต้นฉบับได้เพียงครั้งเดียว” (Single Submission Rule) และ “การปิดกั้นการเผยแพร่ผลงานก่อนตีพิมพ์” (Gag Rule) ซึ่งถือเป็นการจำกัดการแข่งขันและสร้างผลประโยชน์ให้แก่สำนักพิมพ์เพียงฝ่ายเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทของพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ของประเทศไทย พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายการตกลงร่วมกันผูกขาด ลด และจำกัดการแข่งขันตามมาตรา 54 ที่ถือว่าผิดกฎหมายโดยตัวมันเอง (illegal per se) ผลของคดีนี้จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมการพิมพ์วิชาการระดับโลกและอาจส่งผลต่อการลดภาระค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ผลงานของนักวิชาการในอนาคต
บทความ (Article)
</summary>
<dc:date>2026-01-27T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ปัญหาการดำเนินอธิกรณ์ตามพระธรรมวินัยและการดำเนินกระบวนพิจารณาทางอาญากับพระสงฆ์: กรณีศึกษาเปรียบเทียบคณะสงฆ์นิกายเถรวาท ประเทศไทยกับประเทศศรีลังกา</title>
<link href="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1514" rel="alternate"/>
<author>
<name>ติณเมธ วงศ์ใหญ่</name>
</author>
<id>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1514</id>
<updated>2026-01-27T08:08:51Z</updated>
<published>2026-01-27T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ปัญหาการดำเนินอธิกรณ์ตามพระธรรมวินัยและการดำเนินกระบวนพิจารณาทางอาญากับพระสงฆ์: กรณีศึกษาเปรียบเทียบคณะสงฆ์นิกายเถรวาท ประเทศไทยกับประเทศศรีลังกา
ติณเมธ วงศ์ใหญ่
กรณีที่พระภิกษุได้กระทำความผิดทางอาญาขึ้นย่อมมีวิธีในการจัดการดังกล่าวคือ บังคับไปตามพระธรรมวินัย และบังคับตามกฎหมายบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของพระภิกษุในประเทศไทยนั้น เมื่อพระภิกษุตกเป็นผู้ต้องหา จะต้องบังคับให้พระภิกษุได้สละสมณเพศขาดจากความเป็นพระภิกษุก่อนที่จะเข้ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อไป แม้พระภิกษุจะไม่ยินยอมในการสละสมณเพศก็ตาม ซึ่งเป็นผลเสียต่อตัวพระภิกษุเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้เสียสิทธิไปซึ่งการสละสมณเพศหรือสมณศักดิ์ที่ได้รับในขณะที่ยังเป็นพระภิกษุ ทั้งที่พระภิกษุเหล่านั้นอาจไม่ได้กระทำความผิดก็ได้ &#13;
          ส่วนในประเทศศรีลังกา ที่มีประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนามาอย่างยาวนานร่วมกับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ปรากฏว่าพระภิกษุในประเทศศรีลังกานั้นไม่จำต้องสละสมณเพศก่อนเข้ากระบวนการยุติธรรมทางอาญา สามารถมีสถานะความเป็นภิกษุได้ตลอดจนมีคำพิพากษาถึงที่สุด แสดงให้เห็นว่าประเทศศรีลังกาให้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาแก่พระภิกษุเป็นอย่างมาก พระภิกษุจะสละสมณเพศได้แต่โดยความยินยอมของพระภิกษุรูปนั้นเท่านั้น&#13;
          ดังนั้น จึงเห็นควรศึกษาเปรียบเทียบประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระธรรมวินัยในส่วนที่เกี่ยวกับพระภิกษุของประเทศไทยกกับประเทศศรีลังกา เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความเหมือน และความแตกต่าง เพื่อหามาตราการทางกฎหมายและรูปแบบที่เหมาะสมกับพระภิกษุในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้าให้ถูกต้องเหมาะสม และมีความชัดเจนและเป็นธรรมกับพระภิกษุมากยิ่งขึ้น&#13;
          หลังจากทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการสัมภาษณ์นักวิชาการและพระภิกษุทั้งในไทยและศรีลังกา ผู้วิจัยพบว่าปัญหาหลักที่เกิดขึ้นในประเทศไทยวางอยู่บนการที่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจซึ่งกฎหมายไม่ได้ให้การรับรองไว้ในการบังคับให้พระภิกษุต้องสละสมณเพศโดยปราศจากความยินยอมของพระภิกษุนั้นหรือโดยที่คณะสงฆ์ไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงศึกษาเปรียบเทียบหลักพระธรรมวินัยและการดำเนินกระบวนยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศศรีลังกาโดย กฎหมาย ตำรา บทความและการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเสนอให้มีการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยกำหนดให้ในกรณีที่พระภิกษุเป็นผู้กระทำความผิดทางอาญา เจ้าหน้าที่ของรัฐควรที่จะได้รับอนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญากับพระภิกษุนั้นได้เลยโดยไม่ต้องให้สละสมณเพศก่อน อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่ประสงค์จะให้สละสมณเพศพระภิกษุนั้นก่อนที่จะเริ่มกระบวนพิจารณาใด ๆ การสละสมณเพศนั้นต้องกระทำลงโดยได้รับความยินยอมและภายใต้การมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะเหล่านี้ทำขึ้นโดยมีเป้าประสงค์เพื่อให้สิทธิและศักดิ์ศรีของพระภิกษุได้รับความคุ้มครองในลักษณะที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องความยุติธรรมและความเป็นธรรมภายใต้บริบทของศาสนาพุทธนิการเถรวาท การมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์ในกระบวนการที่กล่าวมานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาไว้ซึ่งความเคารพต่อสิทธิที่เหล่าพระภิกษุพึงมี
บทความ (Article)
</summary>
<dc:date>2026-01-27T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การปรับปรุงบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</title>
<link href="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1513" rel="alternate"/>
<author>
<name>กมลนัยน์ ชลประทิน</name>
</author>
<id>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1513</id>
<updated>2026-01-27T08:00:06Z</updated>
<published>2026-01-27T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การปรับปรุงบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กมลนัยน์ ชลประทิน
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพดำเนินการวิจัยทางเอกสาร โดยค้นคว้าจากเอกสารภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ งานวิจัย หนังสือ วารสาร บทความ ตัวบทกฎหมายและเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยนี้ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาทำการศึกษา วิเคราะห์และหาข้อสรุป&#13;
          จากการศึกษาพบว่า มาตรา 1516 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย แม้จะมีการบัญญัติเหตุฟ้องหย่าไว้ถึง 12 เหตุ แต่การฟ้องหย่ามิใช่เรื่องง่าย เพราะบทบัญญัติแต่ละอนุมาตราต้องอาศัยการตีความ บางอนุมาตรามีการตีความที่ไม่ยืดหยุ่น บางอนุมาตราขาดแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานในการตีความ ประกอบกับการที่ศาลพิจารณาพฤติการณ์ที่เป็นอัตวิสัยของคู่สมรสควบคู่ไปกับเหตุฟ้องหย่า ทำให้การใช้ดุลพินิจของศาลมีความหลากหลาย ดังที่สะท้อนในคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสับสนในการบังคับใช้กฎหมายครอบครัวในส่วนของการฟ้องหย่า&#13;
          จากการวิเคราะห์ปัญหางานวิจัยนี้ ผู้เขียนขอเสนอแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 1516 บางอนุมาตรา เพื่อให้บทบัญญัติกฎหมายเกิดความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการใช้ดุลพินิจของศาลในการปรับใช้อย่างเหมาะสมในแต่ละกรณี ตลอดจนสอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบันและเป็นธรรมต่อคู่สมรสฝ่ายที่ได้รับความเสียหาย โดยอนุมาตราที่วิจัยเสนอแนวทางแก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่ มาตรา 1516 (1) (5) (6) (7) และ (10) ส่วนมาตรา 1516 (2) (4) (4/1) (4/2) (8) และ (9) เห็นว่าเป็นบทบัญญัติที่เหมาะสมจึงควรคงไว้เช่นเดิม ส่วนมาตรา 1516 (3) ผู้เขียนเห็นว่าบทบัญญัติกฎหมายมีความเหมาะสมและครอบคลุมพฤติการณ์ที่หลากหลาย แต่ควรมีแนวทางในการใช้ดุลพินิจแก่ศาล เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นของแต่ละคู่สมรส เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรืออย่างน้อยมีความใกล้เคียงกัน
บทความ (Article)
</summary>
<dc:date>2026-01-27T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>หลักเกณฑ์การใช้อำนาจดุลพินิจของฝ่ายปกครองให้ชอบด้วยกฎหมาย</title>
<link href="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1512" rel="alternate"/>
<author>
<name>องอาจ เจ๊ะยะหลี</name>
</author>
<author>
<name>ธีรพงษ์ หนูไชยแก้ว</name>
</author>
<author>
<name>สุณัย รัตนอินทนิล</name>
</author>
<author>
<name>กฤตพร สินชัย</name>
</author>
<id>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1512</id>
<updated>2026-01-27T07:49:29Z</updated>
<published>2026-01-27T00:00:00Z</published>
<summary type="text">หลักเกณฑ์การใช้อำนาจดุลพินิจของฝ่ายปกครองให้ชอบด้วยกฎหมาย
องอาจ เจ๊ะยะหลี; ธีรพงษ์ หนูไชยแก้ว; สุณัย รัตนอินทนิล; กฤตพร สินชัย
ปัญหาสำคัญที่ฝ่ายปกครองต้องตกเป็นผู้ถูกฟ้องคดี อันเนื่องจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และส่งผลต่อการละเมิดสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำที่เกิดจากการใช้อำนาจดุลพินิจที่ไม่ชอบ ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์ ควบคุมการใช้ดุลพินิจอย่างชัดแจ้งยังไม่มี&#13;
การสร้างหลักเกณฑ์ทางกฎหมายเพื่อเป็นเหลักการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครองจึงมีความสำคัญ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยที่ผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยผ่านการศึกษาเอกสารและจัดเก็บรวบรวม แนวคิดหลักการโดยผ่านกระบวนการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ใช้อำนาจดุลพินิจและผู้ควบคุมการใช้อำนาจดุลพินิจ (ตุลาการ) งานวิจัยไม่ได้เป็นเพียงการทบทวนหลักการทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการวิเคราะห์หลักการเหล่านั้นผ่านมุมมองเชิงประจักษ์จากผู้ปฏิบัติจริง (เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง) และผู้ควบคุมการใช้อำนาจ (ตุลาการ) ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนการนำหลักการทางทฤษฎีไปใช้ในทางปฏิบัติจริง มาจัดกลุ่ม วิเคราะห์ และตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาในแต่ละประเด็นคำถาม พบว่าดัชนีความสอดคล้องของแต่ละข้อคำถามมีค่าอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ผลการศึกษาพบว่า การใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครอง จะต้องยึดหลักเกณฑ์ที่สำคัญ คือ การใช้ดุลพินิจต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย และจะใช้ได้เมื่อมีกฎหมายกำหนดให้ใช้ ซึ่งการใช้ก็ต้องไม่เกินหรือนอกเหนือที่กฎหมายนั้น ๆ กำหนด และเมื่อต้องปรับใช้ก็ให้สอดคล้องกันระหว่างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ และต้องไม่ขัดกันระหว่างประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ส่วนบุคคลเป็นสำคัญ และหากนำเอาผลการวิจัยที่กล่าวมานี้กำหนดให้เป็นหลักเกณฑ์การใช้อำนาจดุลพินิจ จะสามารถช่วยป้องกันการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครองให้ชอบด้วยกฎหมายได้
บทความ (Article)
</summary>
<dc:date>2026-01-27T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
