<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel rdf:about="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/259">
<title>การค้นคว้าอิสระ (Independent Study)</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/259</link>
<description/>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1409"/>
<rdf:li rdf:resource="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1106"/>
<rdf:li rdf:resource="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1068"/>
<rdf:li rdf:resource="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1067"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-04-19T17:04:41Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1409">
<title>ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดวันและเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1409</link>
<description>ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดวันและเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เบญญาดา พรมวงศ์
วิวรรธน์ ดำรงค์กุลนันท์
การค้นคว้าอิสระฉบับนี้ได้ทำการศึกษา “ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดวันและเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและผลกระทบ&#13;
ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดวันและเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในมิติด้านสุขภาพ ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม และด้านเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการใช้บังคับมาตรการดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมุ่งเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา และปรับปรุงกฎหมายให้มี&#13;
ความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย&#13;
ผลการศึกษาพบว่า แม้การกำหนดวันและเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัยสาธารณะ ลดปัญหาอุบัติเหตุ ลดปัญหาอาชญากรรม และลดปัญหาความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่การใช้บังคับกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวดในวันสำคัญทางพุทธศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา &#13;
วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา รวมถึงการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ โดยอนุญาตให้ขายได้เฉพาะเวลา 11.00 น. ถึง 14.00 น. และเวลา 17.00 น. &#13;
ถึง 24.00 น. เท่านั้น ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ รวมถึงสร้างข้อถกเถียงเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพและการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชน&#13;
การค้นคว้าอิสระฉบับนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ให้เปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสรีในวันสำคัญทางพุทธศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา โดยการยกเลิกกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 และเสนอแนะให้แก้ไขเพิ่มเติมประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ในข้อ 3 เพื่อปรับเปลี่ยนช่วงเวลาที่อนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากเดิมที่อนุญาตให้ขายได้ 2 ช่วงเวลาคือ ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ถึง 14.00 น. และเวลา 17.00 น. ถึง 24.00 น. เป็นเวลาใหม่คือ “อนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 24.00 น.” โดยยังคงเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงหลังเวลา 24.00 น. ถึงก่อนเวลา 08.00 น. นอกจากข้อเสนอแนะข้างต้นแล้ว การค้นคว้าอิสระฉบับนี้ยังได้ให้ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเน้นการปรับปรุงกฎหมายให้มีความยืดหยุ่น&#13;
มากขึ้น เช่น การใช้ระบบใบอนุญาต (Licensing System) ที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องระดับท้องถิ่นในการกำกับดูแล การกำหนดเขตหรือพื้นที่พิเศษสำหรับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนการเสริมมาตรการกำกับทางเลือกอื่น เช่น การรณรงค์ทางสังคม การให้ความรู้ และการเพิ่มมาตรการควบคุมตามกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสาธารณะและ&#13;
การส่งเสริมเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยในยุคปัจจุบัน
การค้นคว้าอิสระ (น.ม.) -- สาขาวิชานิติศาสตร์, สำนักวิชานิติศาสตร์. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2568
</description>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1106">
<title>การยื่นบัญชีระบุพยานในคดีอาญาของจำเลยในชั้นตรวจพยานหลักฐาน</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1106</link>
<description>การยื่นบัญชีระบุพยานในคดีอาญาของจำเลยในชั้นตรวจพยานหลักฐาน
นันทวัฒน์ เมืองไหว
ยศพนธ์ นิติรุจิโรจน์
การตรวจพยานหลักฐานในคดีอาญา คือ กระบวนการที่คู่ความแต่ละฝ่ายจะมีโอกาสทราบว่าพยานหลักฐานที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งประสงค์จะอ้างเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานของฝ่ายตน&#13;
เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงก่อนการพิจารณาในคดีอาญา โดยก่อนการตรวจพยานหลักฐานมีขั้นตอน&#13;
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า การยื่นบัญชีระบุพยานซึ่งเป็นระเบียบวิธีพิจารณาที่ใช้กับการอ้างพยานหลักฐานทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคล พยานผู้เชี่ยวชาญ&#13;
เพราะการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการยื่นบัญชีระบุพยาน ก็เพื่อให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมีโอกาสทราบล่วงหน้าว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะอ้างพยานหลักฐานใดบ้าง เพื่อใช้เป็นพยานในคดี &#13;
	ประเทศไทยใช้ระบบการดำเนินคดีอาญาโดย “หลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ” ที่ถือว่ารัฐเป็นผู้มีหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่บุคคลภายในรัฐ ซึ่งประกอบไปด้วยองค์กรและหน่วยงานที่มีส่วนร่วมและเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม โดยใช้วิธีการค้นหาความจริง&#13;
แบบตรวจสอบข้อเท็จจริง (Examination System) ในระบบกฎหมาย Civil Law และได้รับอิทธิพลแนวความคิดมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งใช้วิธีการค้นหาความจริงแบบต่อสู้ระหว่างคู่ความ &#13;
ในระบบกฎหมาย Common Law จึงอาจกล่าวได้ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา&#13;
ของประเทศไทย มีลักษณะของการผสมผสานระหว่างระบบไต่สวน (Inquisitorial System) และระบบกล่าวหา (Adversarial System) แต่ในทางปฏิบัติกลับปรากฏว่า ศาลมักดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีตามแนวทางของระบบกล่าวหาเป็นหลัก โดยคู่ความทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างมีหน้าที่ต้องค้นหาความจริงและรวบรวมพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลเพื่อประโยชน์ในคดีของตน &#13;
โดยศาลจะทำหน้าที่เป็นคนกลางคอยควบคุมการพิจารณาและการดำเนินคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาและพิพากษาคดี โดยอาศัยพยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำมาเสนอต่อศาล&#13;
	จากการศึกษาพบว่าบทบัญญัติมาตรา 173/1 และมาตรา 173/2 แห่งประมวลกฎหมาย&#13;
วิธีพิจารณาความอาญานั้น ถือได้ว่าเป็นพัฒนาการที่สำคัญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับหลักการเปิดเผยพยานหลักฐานก่อนการพิจารณาคดี อันเป็นแนวคิดสำคัญที่ได้รับการพัฒนาในระบบกฎหมาย Common Law ที่ให้ความสำคัญต่อหลักการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างเป็นธรรม (Fair Trial) แต่จากบทบัญญัติดังกล่าว อาจสะท้อนให้เห็นถึงการปฏิบัติที่ดูเสมอภาค แต่เมื่อพิจารณาในเชิงเนื้อหาสาระแล้ว อาจขัดกับหลักความเสมอภาค กล่าวคือ พนักงานอัยการในฐานะตัวแทนของรัฐมีความพร้อมในด้านข้อมูลและพยานหลักฐาน เนื่องจากผ่านกระบวนการสอบสวนมาแล้วโดยละเอียด แต่จำเลยมักเป็นบุคคลธรรมดาที่ขาด                ความรู้ความเข้าใจทางกฎหมาย ทรัพยากร และเวลาที่เพียงพอในการเตรียมการต่อสู้คดี                                  ด้วยเหตุนี้ กระบวนการดังกล่าว จึงอาจเป็นการปฏิบัติต่อบุคคลที่อยู่ในสถานะไม่เท่าเทียมกัน                  ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม&#13;
	ดังนั้น จึงควรมีการแก้ไขเพิ่มเติม บทบัญญัติมาตรา 173/1 และมาตรา 173/2 เพื่อให้จำเลยมีโอกาสได้รับทราบว่าโจทก์มีพยานหลักฐานใดบ้างที่จะนำมาพิสูจน์ความผิดกับตน และจะมีระยะเวลาที่เพียงพอในการตรวจสอบพยานหลักฐานและแสวงหาพยานหลักฐานก่อนการยื่นบัญชี&#13;
ระบุพยานของตน อันสอดคล้องกับมาตรา 229/1 เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับจำเลยมีความพร้อม&#13;
ในการเตรียมการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่และเป็นธรรม
การค้นคว้าอิสระ (น.ม.) -- สาขาวิชานิติศาสตร์, สำนักวิชานิติศาสตร์. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2568
</description>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1068">
<title>มาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองการเลิกจ้างลูกจ้าง เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจของนายจ้าง</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1068</link>
<description>มาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองการเลิกจ้างลูกจ้าง เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจของนายจ้าง
ทนงศักดิ์ แกล้วทนงค์
อรัชมน พิเชฐวรกุล
ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากปัจจัยปัญหาต่าง ๆ หลายด้าน      ที่สำคัญ ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มการชะลอตัวอันเนื่องมาจากวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้น     ปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น รวมทั้งปัญหาราคาน้ำมัน ในตลาดโลกที่มีความผันผวนปรับตัวอยู่ตลอดเวลา อาจส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านแรงงานที่รุนแรงได้  เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจขึ้นมา ซึ่งไม่ว่าในครั้งไหน ๆ หรือที่อาจจะมีอีกในอนาคต ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อกิจการ   หรือสถานประกอบการ หากสถานประกอบกิจการไม่สามารถขยายการผลิตเพิ่มขึ้นได้ ความต้องการจ้างงานก็ลดน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยบางแห่งจำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิต ทำให้ต้องลดชั่วโมงการทำงานของพนักงาน หรืออาจจำเป็นต้องลดพนักงานลง หรือเลิกกิจการในที่สุด  &#13;
จากการศึกษาพบว่า มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยที่ใช้ในการคุ้มครองแรงงาน      ยังไม่ครอบคลุมปัญหาทางเศรษฐกิจของนายจ้าง ดังนั้น เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง   ในสภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ผู้เขียนจึงเห็นควรพิจารณาปรับปรุงเพิ่มเติม เรื่องการคุ้มครองการ     เลิกจ้างลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในเรื่องการขออนุญาตเลิกจ้าง       ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มีโอกาสเข้าไปควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจ ในการเลิกจ้างลูกจ้างของนายจ้าง และหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกลูกจ้างในการเลิกจ้าง ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
การค้นคว้าอิสระ (น.ม.) -- สาขาวิชานิติศาสตร์, สำนักวิชานิติศาสตร์. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2567
</description>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1067">
<title>ปัญหาการตีความขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามมาตรา 91 และมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1067</link>
<description>ปัญหาการตีความขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามมาตรา 91 และมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
วันวิสา วงค์ชัย
ยศพนธ์ นิติรุจิโรจน์
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในการชี้มูลความผิดทางวินัย เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบจากการไต่สวน         ชี้มูลความผิดทางวินัยฐานความผิดอื่นนอกจากความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ปัญหาความไม่สอดคล้องกันในการตีความกฎหมายระหว่าง ศาล คณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในการตีความความผิดที่เกี่ยวข้อง และเพื่อศึกษาและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการดำเนินการทางวินัยกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชี้มูลและส่งสำนวนฐานความผิดที่เกี่ยวข้องโดยไม่ได้ชี้มูลความผิดทางวินัยฐานทุจริต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางเอกสาร&#13;
จากการวิจัยพบว่า การดำเนินการทางวินัยภายใต้อำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในประเทศไทยตามหลักการตีความกฎหมายมหาชน           คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีอำนาจไต่สวนและชี้มูลในการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม  ซึ่งเป็นสามฐานความผิดหลักเสียก่อน  จึงจะสามารถดำเนินการกับความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้นในคราวเดียวกันได้ ตามแนวทางการตีความตามภาษาและไวทยากรณ์ ที่บทกฎหมายกำหนดคำว่า ความผิดที่เกี่ยวข้องไว้อย่างชัดเจน และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ระบบโครงสร้างของกฎหมายที่อยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ การที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตีความฐานอำนาจในการชี้มูลความผิดที่เกี่ยวข้องให้รวามความผิดทางวินัยทุกฐานความผิดเป็นการตีความกฎหมายที่ขยายอำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ ซึ่งไม่ถูกต้อง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไม่ยอมรับการตีความดังกล่าวที่เป็นไปตามหลักการตีความกฎหมายมหาชน&#13;
ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนของกฎหมาย จึงเห็นควรแก้ไขบทบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กำหนดความผิดทางวินัยที่เกี่ยวข้อง ให้หมายถึงเฉพาะ ความผิดวินัยฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางวินัยฐานทุจริต อันจะทำให้ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยสามารถดำเนินการทางวินัยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย
การค้นคว้าอิสระ (น.ม.) -- สาขาวิชานิติศาสตร์, สำนักวิชานิติศาสตร์. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2567
</description>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
