<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/201</link>
<description>Cosmetic Science</description>
<pubDate>Sun, 19 Apr 2026 14:59:59 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-04-19T14:59:59Z</dc:date>
<item>
<title>การพัฒนาโทนิคบำรุงผมที่มีส่วนผสมของสารสกัดเหงือกปลาหมอ</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1654</link>
<description>การพัฒนาโทนิคบำรุงผมที่มีส่วนผสมของสารสกัดเหงือกปลาหมอ
ณัฐฑิตา จันทร์สวัสดิ์
มยุรี กัลยาวัฒนกุล
การค้นคว้าอิสระ (วท.ม.) -- สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง, สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2562
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2562 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1654</guid>
<dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การประเมินสารประกอบฟีนอลิกและฤทธิ์ชีวภาพทางเครื่องสำอางจากวัสดุเศษเหลือเมล็ดโกโก้</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1413</link>
<description>การประเมินสารประกอบฟีนอลิกและฤทธิ์ชีวภาพทางเครื่องสำอางจากวัสดุเศษเหลือเมล็ดโกโก้
หฤทชญา บุญรอดกลับ
ภาณุพงษ์ ใจวุฒิ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพการเป็นสารออกฤทธิ์ทางเครื่องสำอางของวัสดุเศษเหลือเมล็ดโกโก้ ได้แก่ เมล็ดโกโก้งอก เมล็ดโกโก้ลีบ และเปลือกหุ้มเมล็ดโกโก้ เปรียบเทียบกับเมล็ดโกโก้ปกติ โดยทำการวิเคราะห์ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์รวม ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส และการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ พบว่า สารสกัดเปลือกเมล็ดโกโก้และเมล็ดโกโก้ปกติมีปริมาณสารฟีนอลิกรวมสูงที่สุด (269.09±1.85 และ 260.87±15.26 mg GA/g extract ตามลำดับ) สารสกัดเมล็ดโกโก้ปกติมีปริมาณฟลาโวนอยด์รวมสูงที่สุด (260.16±13.09 mg QE/g extract) ในการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ FRAP พบว่าเมล็ดโกโก้ปกติมีค่าฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด (179.85±1.89 และ 346.58±8.31 mg TE/g extract ตามลำดับ) ในขณะที่สารสกัดเมล็ดโกโก้งอกมีฤทธิ์ยับยั้งไทโรซิเนสสูงสุดอยู่ที่ 591.394±12.69a mg kojic acid/g extract ผลการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ ชี้ว่าสารสกัดทุกชนิดมีความปลอดภัยสูงต่อเซลล์ โดยมีค่าร้อยละการรอดชีวิตของเซลล์สูงกว่า 100 ที่น่าสนใจคือเมล็ดโกโก้งอกแสดงศักยภาพทางชีวภาพที่โดดเด่นและครบถ้วนที่สุด โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำที่สุดที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้อยู่ที่ 0.100±0.000 mg/ml นอกจากนี้ยังแสดงฤทธิ์ปกป้องและกระตุ้นการอยู่รอดของเซลล์ได้สูงสุดถึงร้อยละ 170.01±12.86 ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าวัสดุเศษเหลือของเมล็ดโกโก้ โดยเฉพาะเมล็ดโกโก้งอก มีสารออกฤทธิ์ชีวภาพที่มีศักยภาพสูงในการนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางธรรมชาติที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการสร้างเมลานิน และช่วยฟื้นฟูปกป้องเซลล์
การค้นคว้าอิสระ (วท.ม.) -- สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง, สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2568
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1413</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การใช้ประโยชน์วัสดุเศษเหลือจากการบริโภคอะโวคาโดเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลเส้นผมและป้องกันมลภาวะโดยไม่ต้องล้างออก</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1412</link>
<description>การใช้ประโยชน์วัสดุเศษเหลือจากการบริโภคอะโวคาโดเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลเส้นผมและป้องกันมลภาวะโดยไม่ต้องล้างออก
รัชชนันท์ ฐิตญาณพงศ์
ณัตฐาวุฒิ ฐิติปราโมทย์
มลภาวะทางอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผิวหนังและ&#13;
เส้นผม ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระซึ่งก่อให้เกิดความเสื่อมสภาพต่อโครงสร้างผิวและเส้นผม งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของสารสกัดธรรมชาติจากเปลือกและเมล็ดอะโวคาโด (Persea americana Mill.) ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อนำมาใช้เป็นสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในผลิตภัณฑ์ป้องกันมลภาวะบนเส้นผมโดยไม่ต้องล้างออกที่มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและป้องกันผลกระทบจากมลภาวะ สารสกัดถูกเตรียมด้วยสองวิธี ได้แก่ การสกัดแบบดั้งเดิม (Conventional) ที่ 200 rpm เป็นเวลา 3 ชั่วโมง และการสกัดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonication) ที่ 24 Hz เป็นเวลา 3 ชั่วโมง โดยใช้ตัวทำละลายที่มีขั้วต่างกัน ได้แก่ 95% EtOH และ Hexane โดยอัตราส่วนของ Sample : Solution คือ 1:10 w/v จากนั้นทำการวิเคราะห์&#13;
หาปริมาณสารออกฤทธิ์ (ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด (TPC) และฤทธิ์)                                                                                             การต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH Scavenging IC50 และการยับยั้งการเกิดออกซิเดชันของไขมัน (Lipid Peroxidation Inhibition) ผลการศึกษา พบว่าสารสกัดจากเปลือกอะโวคาโดด้วยวิธีดั้งเดิมที่ใช้ 95% EtOH ให้ค่าปริมาณสารฟีนอลิกทั้งหมดสูงสุดที่ 1.22±0.03 mg GAE/g extract ขณะที่สารสกัดจากวิธี ultrasonication แสดงศักยภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีที่สุด โดยให้ค่า IC50 ของ DPPH ต่ำสุดที่22.4±0.01 µg/mL และสารสกัดจากเปลือกอะโวคาโดด้วยวิธีดั้งเดิมที่สกัดด้วย 95%EtOH ยังให้ค่าการยับยั้งการเกิดออกซิเดชันของไขมันสูงสุดที่ 70.65±1.26% โดยความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสารสกัดจากอะโวคาโดในการใช้เป็นสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสำหรับการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผมที่มีคุณสมบัติในการป้องกันเส้นผมจากมลภาวะ โดยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จะเลือกใช้สารสกัดจากเปลือกอะโวคาโดที่สกัดด้วย 95% EtOH โดยวิธี Ultrasonication (P-EtOH-UAE) และเปลือกอะโวคาโดที่สกัดด้วย Hexane โดยวิธี Ultrasonication (P-Hex-UAE) เนื่องจากค่าการยับยั้งอนุมูลอิสระและการป้องกันการเกิดออกซิเดชันของไขมันสูงจึงนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมแบบไม่ต้องล้างออก จำนวน 3 สูตร (F1-F3) ซึ่งมีสารสกัด 2 ชนิด คือ P-EtOH-UAE และ P-Hex-UAE โดยสูตร F1 มี P-EtOH-UAE 0.1/ P-Hex-UAE 0.01 ,สูตร F2 มี P-EtOH-UAE 0.2/ P-Hex-UAE 0.02 และสูตร F3 มี P-EtOH-UAE 0.05/ P-Hex-UAE 0.005 %w/w in formula ตามลำดับ เมื่อทดสอบประสิทธิภาพ พบว่าผลิตภัณฑ์สามารถป้องกันมลภาวะบนเส้นผมได้อย่างมีนัยสำคัญ สูตรทั้ง 3 สูตรลดความเสียหายของโครงสร้างเส้นผมได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสูตร F2 ที่ความเข้มข้นของสารสกัดสูงสุด ช่วยปกป้องเส้นผมจากมลภาวะดีที่สุด หลังการทดสอบเส้นผมยังคงสภาพความเรียบลื่นของเกล็ดผม (Cuticle) ได้ดีในระดับหนึ่ง แม้จะมีการแยกตัวของเกล็ดผมบางจุด แต่ไม่พบร่องรอยความเสียหายรุนแรงหรือการหลุดลอกของชั้นเกล็ดผมอย่างมีนัยสำคัญ เส้นผมยังแข็งแรงและไม่เปราะบาง ขณะที่สูตร F1 ที่เข้มข้นรองลงมาปกป้องเส้นผมจากมลภาวะได้ดีในระดับกลาง โดยมีการยกตัวเล็กน้อยบริเวณปลายผม แต่เมื่อเทียบกับสูตร F2 พบว่าสูตร F1 คงสภาพโครงสร้างผมได้น้อยกว่า โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับมลภาวะ ส่วนสูตร F3 ที่เข้มข้นต่ำสุด ปกป้องเส้นผมจากมลภาวะต่ำสุด เส้นผมเสื่อมสภาพอย่างชัดเจนหลังการทดสอบ เกล็ดผมแยกตัวออกจากกันหลายจุด โครงสร้างเส้นผมขรุขระ มีอนุภาคขนาดเล็กที่ยึดเกาะผิวเส้นผม สะท้อนถึงความสามารถในการปกป้องที่ลดลงอย่างชัดเจน จึงสรุปได้ว่า สูตร F2 มีประสิทธิภาพในการปกป้องเส้นผมจากมลภาวะดีที่สุด รองลงมาคือสูตร F1 และสูตร F3 ตามลำดับ โดยประสิทธิภาพในการปกป้องจะสัมพันธ์กับความเข้มข้นของสารสกัดในสูตร
การค้นคว้าอิสระ (วท.ม.) -- สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง, สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2568
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1412</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสจากสารสกัดกระท้อนเพื่อประยุกต์ในเครื่องสำอาง</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1411</link>
<description>ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสจากสารสกัดกระท้อนเพื่อประยุกต์ในเครื่องสำอาง
สิธกัญ ปภากิจพงศ์
สริตา สังข์ทอง
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบศักยภาพของสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของกระท้อน (Sandoricum koetjape) ได้แก่ ใบอ่อน ใบแก่ กิ่ง และเปลือก ต่อฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส เพื่อพัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์ธรรมชาติสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยทำการสกัดตัวอย่างพืชด้วยตัวทำละลาย 3 ชนิด คือ เอทานอล 95%, เอทานอล 50% และอะซีโตน จากนั้นนำสารสกัดที่ได้ไปวิเคราะห์ปริมาณรวมของสารประกอบฟีนอลิก (TPC) ปริมาณรวมของสารฟลาโวนอยด์ (TFC) ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ ABTS และฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ผลการวิจัยพบว่า ชนิดของตัวทำละลายและส่วนของพืชมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ต่อปริมาณองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพ โดยสารสกัดใบอ่อนที่สกัดด้วยเอทานอล 50% แสดงศักยภาพสูงสุดในภาพรวม โดยมีปริมาณรวมของสารประกอบฟีนอลิก (TPC) ในระดับสูง (41.71 mgGAE/g) และแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีที่สุดทั้งในการทดสอบ DPPH (IC50=78.55 µg/mL) และ ABTS (IC50=76.91 µg/mL) นอกจากนี้ ยังเป็นกลุ่มสารสกัดเพียงกลุ่มเดียวที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ได้อย่างมีนัยสำคัญ (IC50=355.62 µg/mL)&#13;
สารสกัดดังกล่าวจึงถูกนำมาพัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์หลักในความเข้มข้น 1.60% (w/w) ในตำรับเครื่องสำอางต้นแบบ 2 สูตร ได้แก่ สูตรที่ 1 (Serum เนื้อเหลว) และ สูตรที่ 2 (Gel-cream เนื้อกึ่งครีมเจล) ผลการทดสอบความคงตัวสภาวะเร่งพบว่า ทั้งสองสูตรมีค่า pH เหมาะสมต่อผิวและไม่เกิดการแยกชั้น แต่พบว่าสีของผลิตภัณฑ์เข้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับวันเริ่มต้น สรุปได้ว่า สารสกัดใบอ่อนกระท้อนที่สกัดด้วยเอทานอล 50% มีศักยภาพสูง และตำรับ Gel-cream (สูตร 2) มีความคงตัวที่ดี เหมาะสำหรับเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางกลุ่มชะลอวัยและไวท์เทนนิ่งต่อไป
การค้นคว้าอิสระ (วท.ม.) -- สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง, สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2568
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1411</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
