<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>การจัดการสุขภาพชายแดน</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/205</link>
<description>Border Health Management</description>
<pubDate>Sun, 19 Apr 2026 15:36:34 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-04-19T15:36:34Z</dc:date>
<item>
<title>Signs and symptoms of acute respiratory infections association with air pollution among under-five years children in the marginalized community of Mae Sai district, Chiang Rai province</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1221</link>
<description>Signs and symptoms of acute respiratory infections association with air pollution among under-five years children in the marginalized community of Mae Sai district, Chiang Rai province
Kettasaya Suwannate
Phitsanuruk Kanthawee
Thesis (M.P.H.) -- Border Health Management, School of Health Science. Mae Fah Lung University, 2023
</description>
<pubDate>Sun, 01 Jan 2023 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1221</guid>
<dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติดของวัยรุ่นที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ประเทศไทย</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1207</link>
<description>ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติดของวัยรุ่นที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ประเทศไทย
ถิรวัฒน์ ชัยชนะ
พีรดนย์ ศรีจันทร์
สภาพสังคมที่มีความหลากหลายด้านวัฒนธรรมสร้างสถานการณ์เสี่ยงต่อการใช้สารเสพติดในกลุ่มวัยรุ่น การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ในวัยรุ่นที่มีอายุตั้งแต่ 15 – 17 ปี จำนวน 238 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ตั้งแต่เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์การถดถอยเชิงโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของการดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด ร้อยละ 56.3 การใช้พืชกระท่อม ร้อยละ 18.5 การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ร้อยละ 13.9 และการใช้กัญชา ร้อยละ 7.1 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ได้แก่ เพศชาย (AOR = 5.8; 95% CI 2.39 – 14.39) ดื่มแอลกอฮอล์ (AOR = 33.1; 95% CI 3.06 – 192.84) และใช้พืชกระท่อม (AOR = 3.1; 95% CI 1.40 – 8.58) ปัจจัยที่มีผลต่อการดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ ภาวะซึมเศร้า (AOR = 2.3; 95% CI 1.25 – 4.34) ปัจจัยระดับครอบครัวและเพื่อน (AOR = 0.4; 95% CI 0.23 – 0.89) สูบบุหรี่ (AOR = 22.2; 95% CI 2.80 – 176.16) และใช้พืชกระท่อม (AOR = 17.2; 95% CI 3.83 – 77.31) ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้กัญชา ได้แก่ เพศชาย (AOR = 46.6; 95% CI 6.14 – 403.02) และใช้พืชกระท่อม (AOR = 65.6; 95% CI 9.54 – 452.43) และปัจจัยที่มีผลต่อการใช้พืชกระท่อม ได้แก่ สูบบุหรี่ (AOR = 2.8; 95% CI 1.09 – 7.50) ดื่มแอลกอฮอล์ (AOR = 14.4; 95% CI 3.19 – 65.80) และใช้กัญชา (AOR = 25.5; 95% CI 4.49 – 145.01) การใช้สารเสพติดเพิ่มมากขึ้นและการใช้มากกว่าหนึ่งประเภท สะท้อนความสำคัญของการกำหนดวิธีการเพื่อตอบสนองการค้นหาปัจจัยเสี่ยงและลดการใช้สารเสพติดในกลุ่มวัยรุ่นอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยคงความเฉพาะเจาะจงของบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไว้
วิทยานิพนธ์ (สธ.ม.) -- สาขาวิชาการจัดการสุขภาพชายแดน, สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2568
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1207</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ระดับคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยวัณโรคในจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1105</link>
<description>ระดับคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยวัณโรคในจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย
สุพัฒนพงศ์ ชุ่มเมืองเย็น
พีรดนย์ ศรีจันทร์
จังหวัดเชียงรายมีผู้ป่วยวัณโรค ที่ขึ้นทะเบียนรักษาจำนวน 239 ราย ในไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ.2567 พบว่า มีความสำเร็จของการรักษา จำนวน 197 ราย คิดเป็นร้อยละ 82.43 และเสียชีวิตก่อนเริ่มหรือระหว่างการรักษาด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม จำนวน 29 ราย คิดเป็นร้อยละ 12.13 จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีจำนวนผู้ป่วยวัณโรคสูงเป็นอันดับที่ 7 ของประเทศ และยังเป็นจังหวัดที่มีอัตราการรายงานผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับมาเป็นซ้ำสูงเป็นอันดับที่ 7 ของประเทศอีกด้วยในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ปัจจุบันการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรควัณโรคมุ่งเน้นไปที่อัตราความสำเร็จในการรักษา ยังไม่ได้รวมถึงระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยวัณโรค และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยวัณโรค ได้แก่ ระดับการศึกษา รายได้ สูตรยาที่ใช้รักษา ระดับทัศนคติ ระดับความเครียด ดังนั้นการศึกษาระดับคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยวัณโรคจึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&#13;
การศึกษาในครั้งนี้ เป็นการศึกษาภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยวัณโรคที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย โดยวัดระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโดยใช้แบบวัดคุณภาพชีวิตวิเคราะห์ข้อมูลและอธิบายลักษณะทั่วไปโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาผู้ป่วยวัณโรคที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจังหวัดเชียงราย &#13;
รวมทั้งสิ้นจำนวน 317 คน พบว่า ร้อยละ 71.9 เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ยคือ 51.40 ปี สูงสุดอยู่ที่อายุ 91 ปี ต่ำสุดอยู่ที่อายุ 18 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ น้อยกว่า 60 ปี ร้อยละ 67.5 นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 70.00 สัญชาติไทยร้อยละ 54.3 ไม่ได้เรียนร้อยละ 40.7 และประกอบอาชีพร้อยละ 68.5 รายได้ต่อเดือนส่วนใหญ่น้อยกว่า 5,000 บาทร้อยละ 52.1 &#13;
มีรายได้เฉลี่ยเท่ากับความเพียงพอของรายได้ ร้อยละ 53.3 อยู่ระดับพอใช้ ส่วนใหญ่ไม่ได้มีภาระหนี้สินร้อยละ 72.2 สถานะภาพส่วนใหญ่สมรสร้อยละ 61.5 รองลงมามีสถานะโสดร้อยละ 18.3 สมาชิกในครอบครัวน้อยกว่า 3 คน ร้อยละ 48.9 จำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3.95 คน ไม่มีโรคประจำตัวร้อยละ 61.8 และการรักษาวัณโรคอยู่ในระยะเวลา 6 เดือนร้อยละ 82.6 สิทธิ์การรักษาหลักประกันสุขภาพแห่งชาติร้อยละ 59.3 รักษาด้วยสูตรมาตรฐาน 2HRZE/4HR ร้อยละ 79.8&#13;
การวัดระดับด้านความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัว พบว่า ระดับความรู้อยู่ในระดับสูง ระดับทัศนคติอยู่ในระดับปานกลาง ระดับการปฏิบัติตัวอยู่ในระดับปานกลาง ระดับความเครียดส่วนใหญ่อยู่ในระดับเครียดน้อย ระดับการสนับสนุนทางสังคมและครอบครัว ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 50.2 ด้านระดับปัจจัยระหว่างบุคคล และองค์กรอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 67.8 และระดับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย อยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน ร้อยละ 59.0 ระดับคุณภาพชีวิตโดยผู้วิจัยใช้แบบวัดคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ The Short Form Health Survey-36 แบ่งเป็น 8 ด้าน ได้แก่ ด้านการทำหน้าที่ของร่างกาย (Physical Functionin) อยู่ในระดับดีมากที่สุด ร้อยละ 33.4 ด้านข้อจำกัดทางกายภาพ (Role-Physical) อยู่ในระดับแย่ที่สุด และระดับดีมากที่สุด เท่ากัน ร้อยละ 37.5 ด้านความเจ็บปวดทางร่างกาย (Bodily Pain) อยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 27.1 ด้านสุขภาพทั่วไป (General Health) อยู่ในระดับแย่ ร้อยละ 31.2 ด้านการทำหน้าที่ทางสังคม (Social Functioning) อยู่ในระดับดีที่สุด ร้อยละ 30.9 ด้านความมีชีวิตชีวา (Vitality) อยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 31.2 ด้านข้อจำกัดทางอารมณ์ (Role-Emotional) อยู่ในระดับดีมากที่สุด ร้อยละ 45.1 ด้านสุขภาพจิต (Mental Health) อยู่ในระดับดีมากที่สุด ร้อยละ 42.6 ส่วนด้านการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพ (Reported Health Transition) จะไม่นำมาคำนวณคะแนน แต่จะนำมาเปรียบเทียบเป็นร้อยละของผู้ตอบที่เลือกในแต่ละข้อ ซึ่งอยู่ในระดับดี ร้อยละ 26.2
วิทยานิพนธ์ (สธ.ม.) -- สาขาวิชาการจัดการสุขภาพชายแดน, สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2568
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1105</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ของผู้ปฏิบัติงานท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย</title>
<link>http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1070</link>
<description>ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ของผู้ปฏิบัติงานท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
วาสนา รอดรัตน์
ศิวรักษ์ กิจชนะไพบูลย์
การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ระดับพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับ                  ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จับฉลากหยิบครั้งเดียว จนครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ คำนวณโดยใช้สูตรของเครจซี่และมอร์แกน  ได้จำนวน 149 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนธันวาคม 2566 ถึงสิงหาคม 2567 เครื่องมือที่ใช้               ในการเก็บข้อมูลพัฒนามาจากแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ 3อ.2ส. สำหรับประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งผู้วิจัยได้ปรับปรุงข้อคำถามให้เหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างโดยไม่กระทบต่อคะแนนการประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยโลจีสติค และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน&#13;
 	ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับไม่ดีและพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพอยู่ในระดับพอใช้ ปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพ                 ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพในระดับต่ำมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.189, p=.008) เมื่อวิเคราะห์จำแนกตามองค์ประกอบความรอบรู้ด้านสุขภาพ พบว่า ด้านการจัดการตนเอง และด้านการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ          มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ .05 (r=.284, p=.000) และ (r= .209, p=.003) ตามลำดับ ดังนั้น ควรมีมาตรการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เน้น ด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ ด้านการสื่อสารสุขภาพ ด้านการจัดการตนเอง ด้านการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ด้านการตัดสินใจและเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อช่วยส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งผลการศึกษานี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาแนวทางส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสมสำหรับผู้ปฏิบัติงานท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายต่อไป
วิทยานิพนธ์ (สธ.ม.) -- สาขาวิชาการจัดการสุขภาพชายแดน, สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, 2567
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">http://mfuir.mfu.ac.th:80/xmlui/handle/123456789/1070</guid>
<dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
