Abstract:
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการศึกษาด้านทักษะ ความรู้ และประสบการณ์สำหรับเจเนอเรชันซีที่จำเป็นต่อการปรับตัวในการทำงานโดยใช้ทักษะในการทำงาน ความรู้สาระเนื้อหา และปัจจัยด้านประสบการณ์การทำงานเป็นตัวแปรอิสระ และใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ (Multiple Linear Regression) ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน
ผลการวิจัยพบว่า ด้านทักษะในการทำงานสามารถอธิบายความแปรปรวนของการปรับตัวในการทำงานได้ร้อยละ 14.1 (R² = 0.141) โดยทักษะทางปัญญา (β = 0.264, p < 0.01) และทักษะทางร่างกาย (β = 0.119, p < 0.05) ส่งผลต่อการปรับตัวในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านความรู้สาระเนื้อหาเชิงบูรณาการ สามารถอธิบายความแปรปรวนของการปรับตัวในการทำงานได้ร้อยละ 15.5 (R² = 0.155) โดยความรู้ด้านสุขภาพ (β = 0.148, p < 0.01) ความรู้เกี่ยวกับโลก (β = 0.137, p < 0.01) และความรู้ด้านการเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ (β = 0.129, p < 0.05) มีอิทธิพลต่อการปรับตัวในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านปัจจัยประสบการณ์การทำงาน สามารถอธิบายความแปรปรวนต่อการปรับตัวในการทำงานได้ร้อยละ (R² = 0.534) โดยความพึ่งพิงได้ขององค์กร (β = 0.373, p < 0.01) ทัศนคติที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน (β = 0.304, p < 0.01) และความน่าเชื่อถือขององค์กร (β = 0.149, p < 0.01) เป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อการปรับตัวในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ทั้งนี้ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยด้านประสบการณ์การทำงานมีอิทธิพลต่อการปรับตัว
ในการทำงานของเจเนอเรชันซีมากที่สุด รองลงมาคือความรู้เชิงบูรณาการและทักษะในการทำงาน
โดยผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร การเตรียมความพร้อมแรงงาน และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ