Abstract:
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาทางกฎหมายที่ศาลปกครองเผชิญในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองภายใต้รัฐสมัยใหม่ ซึ่งฝ่ายปกครองมีภารกิจ อำนาจดุลพินิจ และความซับซ้อนทางเทคนิคเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้แนวคิด “ความเป็นภาวะวิสัยเชิงระบบ” เป็นกรอบวิเคราะห์เพื่อชี้ว่า ความเป็นภาวะวิสัยมิใช่เพียงคุณลักษณะส่วนบุคคลของตุลาการ หากเป็นสถาปัตยกรรมของกระบวนการพิจารณาที่ทำให้การชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริง มาตรฐานกฎหมาย และเหตุผลของฝ่ายปกครองตรวจสอบได้ สม่ำเสมอ และคาดหมายได้ ผลการศึกษาพบว่า ความเปราะบางสำคัญของความเป็นภาวะวิสัยในคดีปกครองปรากฏเด่นชัดในสามมิติ ได้แก่ (1) เส้นแบ่งที่ไม่ชัดเจนระหว่างการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายกับการเข้าไปแทนที่ดุลพินิจของฝ่ายปกครอง (2) ภาวะไม่สมมาตรด้านข้อมูลและความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะคดีที่มีความซับซ้อนเชิงเทคนิค ซึ่งจำกัดความสามารถของศาลในการทดสอบเหตุผลของฝ่ายปกครอง และ (3) แรงกดดันจากคดีนโยบายสาธารณะ ความมั่นคง และภาวะฉุกเฉิน รวมถึงปัจจัยเชิงสถาบันภายในองค์กรตุลาการ เช่น ระบบแต่งตั้ง โยกย้าย ประเมินผล และวัฒนธรรมองค์กร อันอาจทำให้มาตรฐานการตรวจสอบคลาดเคลื่อนหรือไม่เสมอต้นเสมอปลาย บทความเสนอให้ทำให้ความเป็นภาวะวิสัยเกิดขึ้นได้จริงผ่านมาตรการเชิงระบบและเชิงกระบวนการ ได้แก่ การจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญเป็น “ผู้ช่วยศาล” ผ่านทะเบียนกลางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การพัฒนาระบบบริหารจัดการคดีและกำหนดกรอบเวลามาตรฐานตามประเภทคดีเพื่อสนับสนุนการแสวงหาความจริงอย่างมีข้อมูล การธำรงความเป็นภาวะวิสัยในคดีความมั่นคงและสถานการณ์ฉุกเฉินโดยกำหนดเกณฑ์ความสามารถตรวจสอบได้โดยศาลแบบแยกประเด็นแทนการปฏิเสธการพิจารณาแบบเหมารวม และสร้างมาตรการวิธีพิจารณาเพื่อจัดการข้อมูลลับโดยยังคงแก่นของการพิจารณาที่เป็นธรรม และการพัฒนาองค์ความรู้เฉพาะด้านของตุลาการอย่างเชิงรุกโดยร่วมมือกับสถาบันภายนอก ทั้งนี้ โดยคงบทบาทศาลในระบบไต่สวนเชิงรุกและการใช้หลักกฎหมายปกครองทั่วไป เช่น หลักความได้สัดส่วนและหลักความคาดหวังอันชอบธรรม ควบคู่กับการอ้างอิงแนวคำพิพากษาเพื่อความสม่ำเสมอและความคาดหมายได้ อันนำไปสู่การถ่วงดุลอำนาจรัฐอย่างเที่ยงธรรมและมีประสิทธิผลตามหลักนิติรัฐในระบอบประชาธิปไตยร่วมสมัย